connecting the dots

“ลากเส้นต่อจุด”

เป็นหนึ่งในการเก็ตไอเดียเล็กๆจากสุนทรพจน์อันมีชื่อเสียงของ Steve Job ผู้ก่อตั้ง Apple

ที่ปุ๋มได้ฟังจาก Youtube ที่พี่แหม่มโพสเอาไว้ในเฟสบุค ซึ่งไม่ใช่เพียงผู้ที่กำลังจะจบการศึกษาในวันนั้นเท่านั้นที่ได้รับข้อคิดดีๆ จากจ๊อป แต่กลับกลายเป็นคนทั้งโลกก็ได้รับแนวคิดดีๆ จากเค้าเช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่ปุ๋มประทับใจในทั้งหมดของคำกล่าวในวันนั้นคือเรือง “Connecting the dots” หรือการลากเส้นต่อจุด สรุปใจความสั้นๆ คือ เมื่อเค้าตัดสินใจลาออกจากมหาลัยแห่งหนึ่งเมื่อเรียนไปได้ 6 เดือนแล้วค้นพบว่า สิ่งที่เรียนอยู่นั้นไม่มีสิ่งไหนเลยที่เค้าสนใจอยากรู้อย่างแท้จริง หลังจากลาออก จ๊อบก็ได้ไปสมัครเรียนวิชาที่เค้าสนใจและใช้เวลากับมันอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม เขาชอบที่หลังจากลาออก เขาสามารถที่จะไปเข้าเรียนวิชาใดก็ได้ที่สนใจ และวิชา
ทั้งหลายที่เขาได้เรียนในช่วงนั้น ซึ่งเขาใช้เวลาทั้งหมด 18 เดือน โดยเลือกเรียนตามแต่ความสนใจ
และสัญชาตญาณของเขาจะพาไป ได้กลายมาเป็นความรู้ที่หาค่ามิได้ให้แก่ชีวิตของเขาในเวลา
ต่อมา และหนึ่งในนั้นคือ วิชา ศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (calligraphy)


Jobs ยอมรับว่า ในตอนนั้นเขาเองก็ยังมองไม่ออกเช่นกันว่า จะนำความรู้ที่ได้จากวิชานี้ไปใช้
ประโยชน์อะไรได้ในอนาคตของเขา แต่ 10 ปีหลังจากนั้น เมื่อเขากับเพื่อนช่วยกันออกแบบเครื่อง
คอมพิวเตอร์ Macintosh เครื่องแรก วิชานี้ได้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อน
และทำให้ Mac กลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ที่มีการออกแบบตัวอักษรและการจัดช่องไฟที่สวยงาม


ถ้าหากเขาไม่ลาออกจากมหาวิทยาลัย เขาก็คงจะไม่เคยเข้าไปนั่งเรียนวิชานี้ และ Mac ก็คง
ไม่อาจจะมีตัวอักษร แบบต่างๆ ที่หลากหลาย หรือ font ที่มีการเรียงพิมพ์ที่ได้ X ส่วนสวยงาม
รวมทั้งเครื่องพีซี ซึ่งใช้ Windows ที่ลอกแบบไปจาก Mac อีกต่อหนึ่งก็เช่นกัน คงจะไม่มีตัวอักษร
สวยๆ ใช้อย่างที่มีอยู่ในตอนนี้


อย่างไรก็ตาม Jobs บอกว่า ในเวลาที่เขาตัดสินใจลาออกนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถ
“ลากเส้นต่อจุด” หรือหยั่งรู้อนาคตได้ว่า วิชาออกแบบและประดิษฐ์ตัวอักษร (คอลิกราฟฟี่)
จะกลายเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ในการออกแบบ Mac เขาเพียงสามารถจะลากเส้นต่อจุด
ระหว่างวิชาลิปิศิลป์กับการคิดค้นเครื่อง Mac ได้อย่างชัดเจน ก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปข้างหลัง
เท่านั้น


ในเมื่อไม่มีใครที่จะลากเส้นต่อจุดไปในอนาคตได้ ดังนั้นคำแนะนำของ Jobs ก็คือ
คุณ จะต้อง “ไว้ใจและเชื่อมั่น” ว่า จุดทั้งหลายที่คุณได้ผ่านมาในชีวิตคุณ มันจะหา
ทางลากเส้นต่อเข้าด้วยกันเองในอนาคต ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา
โชคชะตา ชีวิต หรือกฎแห่งกรรม ขอเพียงแต่คุณต้องมีศรัทธาในสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่

 

ใช่ไม๊….ไม่มีใครหรอกที่จะรู้ว่าอนาคตเราจะเป็นอย่างไร

สิ่งที่เราทำในวันนี้ จะมีผลต่อในอนาคตหรือไม่ และอย่างไร

สิ่งเดียวที่เราจะมีได้คือ “ศรัทธา” และ “เชื่อมั่น” ว่าสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตในเวลานี้ สักวัน จุดต่างๆ ที่เราสร้างขึ้นมันจะหาทางเชื่อมต่อกันได้เอง

 

*******************

ทั้งหมดจึงเป็นที่มา ของแนวความคิดหนึ่งในสมองของปุ๋ม

บางทีเราก็ไม่ได้คาดหวังอะไร ว่าสิ่งที่เราทำในวันนี้ มันจะช่วยอะไรเราได้อนาคตหรือเปล่า แต่มันก็ดีและทำให้ง่ายขึ้นหรือเปล่า หากเราขยันที่จะ “สร้างจุด” ต่างๆ ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เผื่อถึงวันที่มันจะลากเข้าหากัน มันจะได้ง่ายกว่าไง

ปุ๋มระลึกอยู่เสมอว่า ปุ๋มน่ะ รู้ตัวช้าไป ว่าตัวเอง ชอบหรือรักที่จะทำอะไร ในวันที่เราเดินไปเรื่อยๆ ตามกระแสของสังคม ให้เรียนก็เรียน ให้เอนท์ก็เอนท์ ให้เข้ามหาลัยก็เข้า ตามเค้าไปโดยไม่มีอะไรมาบอกหรือไกด์ว่า สิ่งที่ต้องการคืออะไร ปุ๋มจำได้เลาๆแค่ว่า ตอนสมัยม.ปลาย เห็นเพื่อนถือกระดานวาดรูป ไปเรียนพิเศษตอนเย็นเพื่อเตรียมเอนท์เข้าสถาปัตย์ แล้วรู้สึกอิจฉาเล็กๆ อยากเรียนแบบเค้าบ้าง แต่ด้วยรู้ตัวเองดีว่าไม่เก่งเลขและฟิสิกข์จึงถอยตัวเองไปอยู่้ที่อื่นเสมอ ตอนนั้นไม่รู้เลยจริงๆว่า มันมีวิชาศิลปะตั้งมากมายนะ ที่ไม่ต้องใช้ความรู้ด้านการคำนวน….

 

มันทำให้เมื่อเราโตขึ้น แม้เราจะทำงานด้านที่เราเรียนจบมา ผ่านไปนานแค่ไหน จิตใต้สำนึกเรา ก็ยังคงทำให้เราเดินหวนทางไปในทางที่เราชอบอีกจนได้ และเมื่อมันมาถึงทางแยกใหม่ในชีวิต มันจึงไม่ยากเลยที่ปุ๋มจะเลือกลองเปลี่ยนเส้นทางเดินเสียเฉยๆ โดยไม่ลังเล …คีย์เวิร์ดช่วงการย้ายเส้นทางคือ “เสี่ยงที่จะเดินตามเสียงของหัวใจ” และ “ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่” คนที่ทำงานจนถึงระดับ “ผู้จัดการฝ่าย” ยอมกลายไปเป็นแค่ “พนักงานกราฟฟิกดีไซน์” ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ….. แต่มันอยากทำนี่ อยากนั่งอยู่หน้าคอมตรงนั้น….ไม่อยากมีลูกน้อง ไม่อยากรับผิดชอบโครงการมากมาย ขอแค่นั่งอยู่หน้าคอม หูเสียบหูฟังฟังเพลงชอบกับงานออกแบบตรงหน้าก็พอใจแล้ว

และนั่นคือ เส้นทางเดินใหม่ของปุ๋ม

จากตอนนั้นถึงตรงนี้ ปุ๋มก็ยังคงสนุกกับเส้นทางนี้ และสนุกที่จะหาอะไรเพิ่มเติมให้กับมันตลอดเวลา หากตีเป็นภาพ ก็เหมือนกำลังเดินอยู่ในเส้นทางนี้ด้วยสเต็ป “ลั๊นลา” ก้าวไปกระโดดไป เส้นทางข้างๆ รายล้อมด้วยทุ่งหญ้าและดอกไม้ มีบ่อยครั้ง ที่แวะข้างทาง โดยไม่กลัวว่าจะไปไม่ถึงจุดหมาย เพราะปุ๋มสนุกกับการแวะ”เติม”อะไรให้ตัวเองได้ตลอดเวลา เหมือนที่หลายๆ คนเคยบอกไว้ “จุดหมายหาได้สำคัญ เท่ากับเรื่องราวที่เราเก็บเกี่ยวได้ระหว่างทางไม่”

ปุ๋มยังคงเริ่มเรียนศิลปะในแขนงต่างๆ ตามจังหวะ และโอกาสที่มีเข้ามา โดยไม่ได้คิดว่า วันนึงจะใช้มันทำอะไร แค่ได้สนุกกับการเรียนนั้นๆก็พอแล้ว

http://24.media.tumblr.com/tumblr_lpjdnx6lsh1qbacxlo1_500.jpg

ปุ๋มเรียนคอร์สเวิร์คช็อปสีน้ำคอร์สั้นๆ หลายครั้ง เวลาเราไปเรียนอะไรพวกนี้ มันจะทำให้เราเจอกับคน ประเภทเดียวกัน ชอบอะไรคล้ยๆกัน คนบางคน ก็กลายมาเป็นเพื่อนกัน เพื่อนที่มีจริตเหมือนๆกัน แม้อายุ หน้าที่การงานจะต่างกัน เพื่อนในคลาสสีน้ำ แนะนำให้ปุ๋มไปเรียนศิลปะพื้นฐานจากเวบ Ensogo ที่มีคูปองราคาพิเศษ แล้วปุ๋มก็เลือกที่จะเรียนที่ Art Element ในคลาสวิชา Compose และ Sketching Design การเรียน 4 ครั้งในหนึ่งเดือน อาจไม่ทำให้เราล่วงรู้หรือเก่งขึ้นมาได้ แต่อย่างน้อยมันได้สร้างความเพลิดเพลินให้กับชีวิต และทำให้เราเปิดประตูไปสู่อีกโลกนึงของศิลปะ ได้เจอคนต่างๆมากมาย และผู้คนเหล่านั้น ก็เปิดหู และเปิดตา ให้เรารู้จักสิ่งต่างๆ อีกมากมาย

http://30.media.tumblr.com/tumblr_lpukiqLK9U1qbacxlo1_500.jpg

จาก Sketching design

http://24.media.tumblr.com/tumblr_lpwmf8Px5k1qbacxlo1_500.jpg

จากวิชา Compose

เมื่อ จุด เล็กๆ จุดหนึ่ง เชื่อม ให้เราไปเจอ จุดเล็กๆ อีกจุดหนึ่ง …….และใครจะรู้ว่า จุดเล็กๆในวันนี้ จะพาเราไปเจออะไรข้างหน้าบ้าง

แม้เราจะไม่มีทางรู้….แต่อย่างหนึ่งที่เรารู้แน่ๆ คือ….”เรา ก้าว ไป ข้าง หน้า”

1 comment

  1. เราจบกราฟิคดีไซน์มา แต่จบแล้วดันมาช่วยงานที่บ้าน
    ช่วงนี้เริ่มอยากกลับไปเลิกเดิมที่เรียนมาซะละ

Leave a Reply